18 มกราคม 2552

การทำ Dynamic DNS

ท่านเคยเจอปัญหานี้ไหม.....เวลาเราจะติดตั้ง Web Server, Database Server หรือ Mail Server เราต้องไปขอ หมายเลข ไอพี จาก ISP ซึ่งพวกนี้เป็นพวกหน้าเลือด ที่ให้เช่า ADSL รายเดือน เสียไม่กี่ร้อยได้เป็น GBit แต่พอขอไอพีด้วย อย่างถูกสุด ๆ ก็ล่อไปครึ่งหมื่น ยิ่งหลายไอพี ก็ยิ่งหลายเงิน ยิ่งเร็วก็ยิ่งเสียเยอะหลักหลายหมื่น

เพื่อช่วยให้ท่านประหยัดเงินตรา เรา TV Direct ขอเสนออุปกรณ์ที่ช่วยให้ท่านประหยัดเงิน โทรมาตอนนี้ เราไม่ขาย แจกฟรี กึ๋ยยยย....

เข้าเรื่องดีกว่า

ถ้าเราจะทำ server on the fly บนโลกอินเตอร์เน็ต โดยใช้ pc ที่บ้าน หมู ๆ
อุปกรณ์ที่ต้องมี
1. PC หรือ Note Book หรือ อะไรก็ได้ที่คิดว่าใช้ได้ สากกะเบือ ถ้าต่อ เน็ตได้ก็ใช้ได้ อุ๊บ...XXX
2. ADSL Router หารุ่นที่มี Dynamic DNS เช่น ZyZel, Level One, Link Sys เป็นต้น พวก หัวเหว่ยยย , บินเลียน หรือบินเลียด ที่มันติดมากับ ADSL ที่เช่าถูก ๆ ไม่เอา ไปซื้อมาใหม่น่ะ
3. มือ เตรียมมือไว้ให้พร้อม ไม่มีมือ นี่ทำไม่ได้เลยน่ะ

เมื่อได้ครบทุกอย่างเรียบร้อย ก็ลุยได้เลย ตามมา
ขั้นที่ 1. สมัคร
-----------
ให้เปิด browser แล้วพิมพ์
http://www.dyndns.org



จากนั้นทำการป้อนข้อมูลเพื่อขอเป็นสมาชิก กรอกคล้าย ๆ ตัวอย่างในภาพ



หลังจากสมัครเสร็จเรียบร้อย dyndns.org จะส่ง e-mail ไปหาท่าน ก็เข้าไปต่อ confirm กลับหน่อยละกัน อย่าลืมล่ะ

ไป ชิว ๆ ๆ ไปตอบเมล์ก่อน แล้วค่อยทำ step ต่อไป

ขั้นที่ 2 สร้าง host
--------------
เมื่อทำการสมัครและ confirm เรียบร้อย ก็ login เข้าไปที่ dyndns.org แล้วทำการสร้าง host ดังนี้



จากนั้นให้คลิกที่ Manage Hosts



ต่อมาคลิกที่ Add New Hostname



แล้วทำการกำหนดชื่อ hostname ที่ต้องการเข้าไป กำหนดคล้าย ๆ ตัวอย่างในภาพ



มาถึงตอนนี้ก็เสร็จสิ้นกระบวนท่าที่สองแล้ว

ขั้นที่ 3 กำหนดค่าในเร้าท์เตอร์
--------------------

เร้าท์เตอร์มีไม่รู้กี่รุ่น ไม่รู้กี่ยี่ห้อ ถ้ามาสาธยายในนี้คงไม่จบ
เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน สิ่งที่ต้องกำหนดใน router คือ
1. กำหนดค่าใน Dynamic DNS โดยกำหนดชื่อ host ที่เราสร้างไว้ในขั้นตอนที่ 2 และกำหนด user + password ที่เราสมัครไว้ในขั้นตอนที่ 1 (จากภาพผู้เขียนใช้ Router ของ Level One เหตุผลนะเหรอ เอาถูกเป็นหลัก สีส้มสวยดี)



2. กำหนด Port Forwarding โดยกำหนดหมายเลข ip ของเครื่องที่จะทำเป็น server แล้วกำหนด port สำหรับ server ที่ต้องการ เช่น ผู้เขียนใช้ port 1433 สำหรับทำเป็น database server ของ SQL Server เพื่อให้ forward ไปที่ ip 192.168.198 ของเครื่องผู้เขียนเอง
หากท่านต้องการใช้งานพวก web serve ก็ใช้ port 80 เป็นต้น
ใส่ได้หลาย ๆ ๆ ๆ port ตามต้องการ



จากนั้นทำการ Restart Router ใหม่

ท่านก็สามารถนำชื่อ host ไปใช้งานได้ทันทีเช่น

http://thaivfp.dyndns.org สำหรับเข้า web
หรือ ถ้าต้องการเรียกใช้ database server ก็สามารถอ้างชื่อ server ได้โดยใช้ thaivfp.dyndns.org
อะ ๆ ชื่อของใครของมันน่ะอย่ามาลอกตามล่ะ

ขอให้โชคดีมีความสุข กับ web site ใหม่ ๆ หรือ เขียน Client Server ผ่านสายเน็ต

14 พฤศจิกายน 2551

หนังสือติดอันดับขายดี

บทความนี้ไม่มีคำบรรยาย
เดือน พ.ย. 2551 เข้าไปที่ http://www.cupress.chula.ac.th ตรงอันดับหนังสือขายดี จะเห็นดังภาพ

24 ตุลาคม 2551

เช็คคนเข้าด้วย Google Analytics

สำหรับท่านที่เปิดเวปไซด์ ไม่ว่าจะขายของ โชว์ของ(ไม่ลับ) หรือเล่นของ ท่านสามารถเก็บสถิติการเข้ามาเปิดเวปได้ด้วย Google Analytics สำหรับตัวนี้ฟรี ก่อนอื่นให้เข้าไปที่เวป http://www.google.com/analytic

คลิกปุ่ม Access analytics



สำหรับท่านที่ยังไม่มี account ของ google ก็คลิกที่ Sign Up Now แล้วก็กรอกข้อมูลตามที่ google ต้องการเข้าไป ส่วนนี้ทำเองน่ะ
แต่สำหรับท่านที่มี account ของ google อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น gmail account ก็ใส่เข้าไปเลย แล้วคลิกปุ่ม Sign In



การสร้าง Website Profile

เมื่อ Sign In เข้าสู่หน้าจอ Google Analytics แล้วให้คลิกที่ My Analytics Accounts : (อยู่ด้านขวามือของหน้าจอ) แล้วเลือก Create New Account...



คลิกปุ่ม Sign UP



ให้คุณใส่รายละเอียดของ web site ที่คุณต้องการลงไป ตามกรอบสีแดง จากนั้นคลิกปุ่ม Continue



(ช่วงนี้ไม่แสดงภาพ ทำตามที่ web ต้องการอย่างเดียว)
จากนั้นก็จะมีหน้าต่างให้ใส่รายละเอียดส่วนตัว ก็ใส่ตามชอบใจ แล้วคลิก Continue
จนกระทั่งเจอหน้าจอ ข้อกำหนดในการให้บริการ GOOGLE ANALYTICS ก็ติ๊กเครื่องหมายถูกหน้า Yes, I agree to the above terms and conditions. แล้วคลิกปุ่ม Create New Account



ทาง Google Analytics ก็จะให้ code มาให้คุณนำไปใส่ไว้ใน web site ของคุณ ตามกรอบสีแดง ( จัดการนำ Code ดังกล่าวไปใส่ไว้ใน web page ก่อน tag ของ
< body >
)



จากนั้นก็เป็นสิ่งที่ท่าน ๆ ทั้งหลายต้องตรวจสอบเอาเองน่ะว่าใครเข้ามาเป็นจำนวนเท่าไหร ที่เหลือไล่ดูเอาน่ะ

สวัสดี มีเงินใช้
กอดเงินสดไว้ไม่มีจน

07 ตุลาคม 2551

หลักกาลามสูตร

หลักกาลามสูตร คือ หลักในการพิจารณา 10 อย่าง ได้แก่

1. อย่าเพิ่งเชื่อถือด้วยการได้ยินได้ฟังตามกันมา
2. อย่าเพิ่งเชื่อถือด้วยการถือตามถ้อคำสืบ ๆ กันมา
3. อย่าเพิ่งเชื่อถือด้วยการตื่นข่าวลือ
4. อย่าเพิ่งเชื่อถือด้วยการอ้างตำรา
5. อย่าเพิ่งเชื่อถือด้วยตรรกหรือเหตุผล
6. อย่าเพิ่งเชื่อถือด้วยการคาดคะเน
7. อย่าเพิ่งเชื่อถือด้วยการคิดตรองอาการที่ปรากฎ
8. อย่าเพิ่งเชื่อถือเพราะเข้ากับความเห็นของตน
9. อย่าเพิ่งเชื่อถือเพราะผู้พูดมีรูปลักษณ์น่าเชื่อถือ
10. อย่าเพิ่งเชื่อถือเพราะเห็นว่าสมณะนี้หรือผู้นี้เป็นครูของเรา

( จากหนังสือ "ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น" หน้า 98 )

04 สิงหาคม 2551

มีแผน ทำแผน เล่นแผน กับ Google Maps

ยุคน้ำมันแพง ค่าแรงไม่ขึ้น แบบนี้จะทำอะไรทั้งทีก็ต้องมีแผน แผนที่ว่าอย่างไรก็อย่างนั้น ดูได้ดูดี ดูคนละทีสองทีจะเป็นไรไป งานนี้ว่าด้วยแผนที่ล้วน ๆ อยากรู้ก็ตามไปดูที่ ใจกลางกรุงเทพฯกันก่อนดีไหม งั้นก็เปิด web browser ขึ้นมาแล้วพิมพ์ลิงค์นี้เข้าไป

http://maps.google.com/maps?f=q&hl=th&geocode=&q=กรุงเทพมหานคร

สิ่งที่ท่านจะได้เห็นก็คือ แผนที่ใจกลางกรุงเทพฯ ของเรานี่เอง



สำหรับ Google Maps ตัวนี้มีอะไรให้เราได้ค้นหาน่าสนุก รวมถึงปักหมุด ทำโฆษณา หรืออื่น ๆ อีกมากมา แล้วเจ้าของก็คงพัฒนาอย่างต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ

ลูกเล่นแรก สอบถามเส้นทาง

ให้คุณคลิกที่ข้อความว่า ขอเส้นทาง






















ที่ช่อง A ให้ใส่ จังหวัด เช่น นครปฐม จากนั้นคลิกปุ่ม ขอเส้นทาง


ท่านก็จะเห็นแผนที่ รวมทั้งเส้นทาง ระยะทาง แถมบอกว่าจะไปอย่างไรอีกต่างหาก
















การค้นหาสถานที่
ให้คุณป้อนข้อความสถานที่ ๆ ต้องการค้นหา เช่น กรุงเทพมหานคร
หรือถ้าหากคุณต้องการหารายละเอียดที่มากกว่านี้ ก็สามารถพิมพ์ต่อไปได้เลย โดยเว้นวรรคประโยค ดังนี้
เช่นพิมพ์ข้อความค้นหา ว่า...... กรุงเทพมหานคร ร่มเกล้า เกษม กมลชัยพิสิฐ
จากนั้นให้คลิกปุ่ม ค้นหา Maps
















คุณสามารถเปลี่ยนรูปแบบการดูจากแผนที่ ไปเป็น ดาวเทียม ภูมิประเทศ ได้ตามต้องการ โดยคลิกที่ปุ่มดังกล่าว

การสร้างแผนที่ส่วนตัว

เรื่องนี้ไว้ต่อคราวหน้า โชคดีที่มีแผน ยังไงแผนไม่ทำให้เราหลงทาง แผนดีมีตังเหลือใช้ไปกว่าครึ่ง
สวัสดี

26 มีนาคม 2551

ย้อนรอย Cyber World

พอดีมีเวลาว่างลองค้น ๆ ภาพถ่าย และ vdo clip ที่เคยถ่ายไว้ ก็ไปพบกับภาพไฟไห้มตึก Cyber World ที่เป็นข่าวดังครึกโครม เมื่อต้นปี 2551 ซึ่งเป็นภาพเหตุการณ์ไฟไหม้ตึก Cyper World เกิดขึ้นเวลาประมาณตอนตี 3 ของเช้าวันที่ 9 มกราคม 2551 บังเอิญอีกแล้วครับท่าน ผู้เขียนก็ดันไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นเข้าพอดี (ต้องตื่นนอนตั้งแต่ตีสาม เพราะเสียกริ่งสัญญาณเตือนดังจนนอนไม่หลับ)



ก่อนหน้านี้ตึกสร้างจวนจะเสร็จอยู่แล้ว กำลังจะเปิดใช้งาน ในอีกไม่กี่เพลา แหล่งข่าวที่ไม่ระบุนาม จริงเท็จประการใดไม่รู้ จากข่าวบอกว่าไฟฟ้าลัดวงจร สืบไปสืบมาจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือไม่ได้ แจ้งว่าไฟสปอตไลท์เจ้ากรรม ที่เปิดไว้ตอนกลางคืน เพื่ออวดโฉมความงามของตึกอดรนทนไม่ได้ทำรายตัวเองโดยการเผาไหม้ ไหม้ตัวเองไม่พอดันไปชวนตึกไหม้ไปด้วย มาดูภาพกัน



มีสะเก็ดระเบิดของแผ่นอลูมิเนียมที่ตกแตงตึก ระเบิดมาเป็นระยะ ร่วงลงมาอย่างที่เห็น



อุ่นหนาฝาคั่งครับพ่อแม่พี่น้อง



ผ่านไป 1 ชั่วโมง ไฟก็เริ่มมอด

ปล. ภาพวีดีโอ ขอหาทางแปลงให้เล็กๆ ก่อน แล้วจะเอามาใส่ให้ดู

25 กุมภาพันธ์ 2551

Team Viewer รีโหมดตัวเจ๋ง

Team Team Team Viewer....

ประกาศ และแล้ว TeamViewer สำหรับ Android และ iOS ก็ออกมาเรียบร้อย
** ได้ทำการซื้อ ePad จากจีน มาทดสอบ ได้ความว่า ใครคิดจะซื้ออย่าไปซื้อ
** สุดท้าย ๆ สุด ก็ต้องซื้อของดีมียี่ห้อมาใช้ ทั้ง ค่าย Android และ iOS ใช้ได้ดีพอสมควร

- ท่านที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android สามารถเข้าไป download TeamViewer for Android ได้ที่
http://www.teamviewer.com/download/TeamViewer.apk

- ท่านที่ใช้ระบบปฏิบัติการ iOS สามารถเข้าไป download TeamViewer for iPad, iPhone ได้ที่
http://itunes.apple.com/th/app/teamviewer/id357069581?mt=8&ign-mpt=uo%3D6

สำหรับผู้ที่เคยอ่านบทความก่อนหน้านี้ ผู้เขียนได้เคยเขียนเกี่ยวกับโปรแกรมสำหรับ Remote ตัวนึงที่ชื่อ Logmein และได้อธิบายถึงการติดตั้งและใช้งาน Logmein สำหรับ Remote เข้าไปใช้งานยังเครื่องเป้าหมายผ่านทางอินเตอร์เน็ท  แต่ด้วยความจำเป็นต้อง Remote แอบย่องไปตีท้าย com ชาวบ้านบ่อยมาก บางครั้งต้องหาทางเลือกไว้หลาย ๆ ทาง ก็เลยต้องควานหาโปรแกรมตัวใหม่ที่มีลัษณะที่คล้ายกัน คือทำการ Remote เข้าไปยังเครื่องเป้าหมายได้เหมือนกัน แล้วก็มาเจอโปรแกรมที่ต้องการจนได้ ซึ่งก็คือโปรแกรม TeamViewer

สำหรับโปรแกรมตัวนี้ท่านผู้อ่านสามารถเข้าไป d/l โปรแกรมได้ที่ เวปไซด์ ขนาดของโปรแกรมไม่ถึง 2 mb.

http://www.teamviewer.com/download/TeamViewer_Setup.exe

เมื่อ Download เสร็จเรียบร้อยให้ทำการติดตั้งดังนี้


การติดตั้ง TeamViewer 6 มีิวิธีการทำดังนี้
1. เรียกโปรแกรม TeamViewer_Setup.exe จะปรากฎหน้าจอดังภาพ




















- เลือก Install
หากมี TeamViewer รุ่นเก่าอยู่แล้วก็ให้คลิกเลือก Uninstall old version

- คลิกปุ่ม Next

2. ที่หน้าจอ Environment ให้เลือก
- personal / non-commercial use ตามภาพด้านล่าง
(ที่เลือกรายการนี้เพราะเราต้องการใช้งานฟรี ระวังถ้าเลือกอันอื่นแล้วใช้งานจนหมดอายุของโปรแกรมจะลงใหม่ไม่ได้อีก)




















3. ที่หน้าจอ License Agreement
- คลิกเลือก I accept the terms in the License Agreement
- คลิกเลือก I agree that I will only use TeamViewer for non-commercial and private use
จากนั้นคลิกปุ่ม Next




















4. ที่หน้าจอ Choose installation type
- เลือก No (default)
จากนั้นคลิกปุ่ม Finish




















รอสักครู่โปรแกรมจะทำการติดตั้งจนเสร็จ

จากนั้นโปรแกรมจะทำการเีรียกโปรแกรมจึ้นมาอัตโนมัติ
ถ้าปรากฎหน้าจอ Proxy Settings ดังภาพ




















ถ้าเราไม่มี proxy server ก็ให้เลือกรายการ No proxy

โปรแกรมจะเปิดโปรแกรม ซึ่งจะอยู่ที่ Task Bar ให้ดับเบิ้ลคลิก เพื่อเปิดโปรแกรม

ที่หน้าต่างโปรแกรม TeamViewer ให้เลือกเมนู Extras -> Options
ที่หน้าต่าง TeamViewer Option ให้เลือกแทป General แล้วกำหนดค่าดังนี้
- Start TeamViewer with Windows เพื่อเปิด TeamViewer อัตโนมัติเมื่อเปิดเครื่อง
- Minimize to tray ment เพื่อซ่อนโปรแกรมไว้ในส่วนของ Task Bar
จากนั้นกำหนด Password และ Confirm Password

แล้วคลิกปุ่ม OK ดังภาพ


















ให้คุณจดหมายเลข Your ID ของเครื่องที่เราจะเข้าไปตีท้ายครัว

การกำหนดรหัสผ่านใหม่

ให้เรียกโปรแกรม TeamView ขึ้นมาโดยไปคลิกที่ไอคอน TeamViewer 6 ที่ Desktop ของ Windows ถ้าหาไม่เจอก็ลองไปหาใน Start Menu ของ windows หรือ ที่ Task Bar
ให้คุณคลิกเมาส์ที่ช่อง Password แล้วเลือก Set user defined password  ดังภาพด้านล่าง




















จากนั้น เข้าไปกำหนดรหัสผ่านใหม่ ตามภาพด้านล่าง


















การใช้งาน

ต้องติดตั้งโปรแกรม TeamViewer ที่คอมพิวเตอร์ทั้งสองฝั่ง เหมือน ๆ กัน

1. สำหรับเครื่องไหนที่เป็นเครื่องที่เราจะเข้าไปตีท้ายครัว (remote)
ก่อนอื่นก็เรียกโปรแกรมที่อีกฝั่งขึ้นมาก่อน แล้วทำการจดหมายเลข ที่ช่อง Your ID ของเครื่องเขาไว้




















2. เปิดโปรแกรม TeamViewer ที่อยู่ในเครื่องของเรา (วิธีเปิดเหมือนข้อ 1) จะปรากฎหน้าตาดังภาพ



















ที่ช่อง ID สีขาวตามลูกศรชี้ ให้นำหมายเลขที่จดไว้จากเครื่องที่เราจะเข้าไปรีโมทมากรอก เช่น 11 111 111

จากนั้นคลิกที่ Remote Control
แล้วคลิกปุ่ม Connect to Partner

ถ้าหากเห็นหน้าจอดังภาพ หรือคล้าย ๆ กัน ก็คลิก OK

















หลังจากนั้นถ้ามิได้มีเหตุผิดปรกติอันใดเกิดขึ้น เราจะได้เห็นหน้าจอให้กำหนดรหัสผ่าน ดังภาพ














ก็ทำการป้อนรหัสผ่านของเครื่องที่เราจะไปตีท้ายครัว (รหัสผ่านที่เรากำหนดตอนติดตั้งโปรแกรม)
แล้วคลิกปุ่ม Log On

แอ่นแอนแอ๊นนนนนนน ท่านก็จะได้เห็นภาพของเครื่องที่ท่านเข้าไปตีท้ายครัวมาปรากฎอยู่ตรงหน้า
ที่เหลือมั่วต่อเอง

โชคดีมีชัย เลือกตั้งครั้งใดอย่ากาถูกละ เดี๋ยวกลายเป็นบัตรเสีย ต้องกาผิด X เท่านั้น

ลิงค์ไปบทความที่คล้ายคลึงกัน คือ LogMeIn

ปรับปรุง 25 Jan 2011

19 ธันวาคม 2550

แนะนำหนังสือน่าอ่าน

เผอิญได้มีโอกาสอ่านหนังสือ 2 เล่ม คือ "สยาม คือบ้านของเรา" กับ "ปีกแห่งไฟ" อดไม่ได้ที่จะต้องนำมาแนะนำในบล็อก





เล่มแรกชื่อ "สยาม คือบ้านของเรา" หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า "Siam Was Our Home" เขียนโดย เอ็ดน่า บรูเนอร์ บัลค์ลีย์ ซึ่งเป็นมิชชันารี ชาวอเมริกัน ที่เข้ามาในประเทศสยามเมื่อสมัยรัชการที่ ๕ ได้จดบันทึกสิ่งที่ได้พบเห็น ความงามของประเทศสยามในอดีตอย่างที่ฝรั่งคนนึงได้ประสบ ได้เห็นวิถีชีวิตของคนสมันเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว ถ้าท่านได้อ่านก็จะยิ่งอ่านยิ่งรักบ้านเมือง ทุกวันนี้ชาติเราก็โดนต่างชาติออกข่าวในทางที่ไม่ดีอยู่ตลอด ซึ่งก็มีมาตั้งแต่สมัยก่อนแล้วจนต่างชาติมองว่าเราเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน แต่พอแหม่ม (มิสเอ็ดน่า บรูเนอร์ บัลค์ลี่) ได้เข้ามาประสบกับตนเองได้เรียนรู้วิถีของชาวสยาม ความคิดเหล่านั้นได้เปลี่ยนไปเป็นตรงกันข้าม แหม่มรักประเทศสยาม เสมือนเป็นบ้านของตนเอง ซึ่งต่างจากคนไทยบางกลุ่มที่มุ่งเอาแต่ผลประโยชน์ใส่ตัว ไม่มีความสำนึกในชาติ หนังสือเล่มนี้ได้เล่าเรื่องราวหลายยุคหลายสมัยตั้งแต่สมัยปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช ไปจนถึงระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย อยากรู้เรื่องราวอย่าเป็นอย่างไป ไปหาซื้อได้ที่ร้านหนังสือ ซีเอ็ด ทุกสาขา หรือที่ se-ed.com





เรื่องที่สอง "ปีกแห่งไฟ" หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า "WINGS OF FIRE" เขียนโดย A P J ABDUL KALAM ซึ่งเป็นอดีตประธานาธิบดีคนที่ 11 ของประเทศอินเดีย ซึ่งได้เล่าถึงประวัติส่วนตัวตั้งแต่วัยเด็กจนประสบความสำเร็จในชีวิต หนังสือเล่มนี้ท่านผู้อ่านจะได้ทราบถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยของอินเดีย ซึ่งไม่ใช่แค่ทางด้านคอมพิวเตอร์ แต่เป็นทางด้านขีปนาวุธ การพัฒนาจรวดต่าง ๆ ซึ่งทำให้อินเดียสามารถเป็นมหาอำนาจทางด้านนิวเคลียร์ มหาอำนาจทางด้านอาวกาศ ทำไม่ประเทศอินเดียเขาถึงทำได้ ซึ่งต่างกับประเทศเราโดยสิ้นเชิง ซึ่งไม่สามารถพัฒนาอะไรได้เลยมัวแต่หวังผลประโยชน์จากค่าคอมมิชชั่น รถหุ้มเกราะยูเครนตกรุ่นก็ยังจะซื้อ ซื้อไปเสียดายเงินภาษีฉิบโป้ง วิ่งหน้าฝนก็ติดโคลน วิ่งไปซ่อมไป เฮ้ออ เรือดำน้ำก็ยังจะซื้อ ดำไปติดเลน เครื่องบิน บินอยู่ก็มองเห็นแบบนี้โดนระเบิดจมเปล่า ๆ นี่แหละวิถีไทยที่มีผู้นำห่วย ๆ ย้อนกลับมาเรื่องหนังสือต่อ หนังสือเล่มนี้มีเล่าเรื่องที่ประทับใจ และเต็มไปด้วยเนื้อหาสาระของเคล็ดลับในการบริหารจัดการโครงการใหญ่ๆ ตลอดจนหลักปรัชญาชีวิตที่ลึกซึ้งและกอรปด้วยเมตตา อยากรู้ว่าเนื้อหาเป็นอย่างไร สามารถหาซื้อได้ที่ ศูนย์หนังสือจุฬา หรือ ที่เวปไซด์ chulabook.com

05 พฤศจิกายน 2550

กรุงเทพฯ กับ ชายผู้ที่หนีมาจากเรือนรก

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2550
วันนี้ได้มีโอกาสเดินทางไปรอบ ๆ กรุงเทพฯ แล้วก็ได้เดินจริง ๆ เมื่อยซะไม่มี
ได้พบเห็นทิวมะขามอันร่มรื่นอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ (จริงเห็นเกือบทุกวัน แต่ทุกวันที่เห็นมีแต่รถติด)


วันนี้อีกได้ก็มีโอกาสไปที่สูง ๆ เดี๋ยวนี้นาน ๆ ที่จะได้ขึ้นที่สูงกับเขา ตั้งแต่ เห็นสภาพฝรั่งตาน้ำข้าวมันโดดตึก 4 ชั้น ลงมาทับรถชาวบ้านพังแถมซี่โครงหักอีกต่างหาก โชคดีไม่ตาย แต่ก็ซวยไหนจะค่าซ่อมรถ ไหนจะค่าดามกระดูก ไหนจะค่าข้าวต้ม ก็ไม่อยากอยู่ที่สูงซักเท่าไหร่




แล้วก็ได้มีโอกาสไปลงนามถวายพระพรในหลวงที่ศิริราช แถมได้มีโอกาสเห็นการซ้อมขบวนเรือพยุหยารตรา แบบชั้นลิงไซด์ (ลิงนั่งยังไงแบบนั้นเลย โหนกิ่งไม้บ้าง เกาะรั้วบ้าง)


จบเรื่องกรุงเทพฯ ไว้แค่นี้ นี่ขนาดเดินเท้าไปเรื่อย ๆ ยังได้พบเห็นความงดงามขนาดนี้ ถ้าขึ้นเครื่องบิน ลงเรื่อดำน้ำ จะสวยขนาดไหน

ย้อนกลับมาเรื่องของชายผู้ที่หนีมาจากเรือนรก
เรื่องมันก็เกิดขึ้น วันเดียวกันกับที่เดินทัวร์กรุงเทพฯ 2 ตุลาคม 2550 ระหว่างเดินขาขวิดตามถนนไปเรื่อย ๆ บังเอิญเจอชายรูปร่างสูงใหญ่ ผิดคล้ำ ใส่รองเท้าแต๊ะ เดินเข้ามาถามทางที่จะไปสถานีขนส่งเอกมัย ระว่างที่แกถาม ในใจก็คิด เอาอีกแล้วกูโดนอีดแล้วถามทางเสร็จเดี๋ยวมันต้องขอเงินค่ารถแหง๋ๆ (เรื่องนี้โดนมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ครั้งที่นึกทีไรแล้วหัวเราะทุกทีไป คือ ไอ้คนที่เคยถาม ๆ แล้วขอเงินมันไม่ดูตาม้าตาเรือ ผ่านไปหกเดือนมันดันกลับมาหากินถิ่นเดิมแล้วดันแจ๊คพอดมาถามซ้ำกับคนที่มันเคยถาม ที่จำได้คือมันถามเส้นทางเดิม เลยนึกได้ แต่เราก็ใช่ย่อย เลยปล่อยมุขเด็ด ๆ ของเราไปแกไม่ถามต่อรีบจ้ำอ้าวไปเลย คำตอบที่ได้เหรอ "คุณนี่มันตั้งหกเดือนแล้วนิยังเดินทางไปไม่ถึงอีกเหรอ")
วกกลับมาที่ชายผู้ที่หนีมาจากเรือนรก พอแกถามทางเสร็จ เราก็บอกทางไปตามเรื่อง พอบอกเสร็จ แกรีบเดินจากไปทันที ไอ้เราก็ยืนงง เฮ้ยคนนี้มาแปลกว่ะไม่ขอค่ารถ ไอ้เราก็นึกขึ้นได้ถ้าเดินไปก็อีกไกลหลายกิโลนี่หว่า ไอ้เราก็เลยเดินตาม แต่พวกเดินไวมาก มาทันเอาตรงสี่แยกในซอย แกไม่กล้าเดินข้ามทั้งๆที่ถนนมีแค่ทางให้รถสวนไปมาได้แค่นั้น ยืนงก ๆ เงิ่น ๆ กล้า ๆ กลัว ๆ ก็เลยทันกันแล้วก็ยิงคำถามไปว่า จะเดินไปเอกมัยเหรอ เขาก็ตอบมาว่าใช่ครับ
ก็ถามต่อไปว่า ไปทำไมล่ะ เขาก็ตอบมาว่า จะรีบกลับบ้านครับ เอางี้ละกัน งั้นเองเงินค่ารถไป จะได้กลับไวๆ พอยื่นเงินให้ แกก็ไม่รับ
ตานี้ก็เลยงง เฮ้ย มีหยิ่ง ก็เลยยิงคำถามต่อ ว่ามาจากไหน ถึงได้เดินมาถึงนี่ เขาก็บอกว่า เดินมาจาก แถว ๆ สพานพระปิ่นเกล้า ไอ้เราก็ยืนคิด มันเดินมาตรงไหนหว่า (คงข้ามสะพาน มาตาม ถ.ราชดำเนิน ผ่านหลานหลวง ออกเพชรบุรี มาวกเข้า ซอยนานา ทะลุมาเจอเรา เออเข้าเค้า ว่าไม่ได้หลอกเรา)
แล้วก็ยิงคำถามต่อไปว่า อ้าวแล้วไปทำอะไรแถวสะพานพระปิ่นเกล้า เขาก็ตอบว่า ผมหนีมาจากเรือตังเก อาศัยตอนเรือเข้าฝั่ง แล้วก็หนีขึ้นรถสิบล้อมา เขาก็มาส่งที่แถว ๆ สะพานพระปิ่นเกล้า ตอนเช้า ผมก็เดินจะกลับบ้าน
ไอ้เราก็ขี้สงสัย ก็ถามไปอีกไปถึงเอกมัยแล้ว จะกลับยังไง มีเงินค่ารถเหรอ แกก็ตอบกลับมาว่า เดี๋ยวผมก็ขอเขาขึ้นกลับปราจีนบุรี ไอ้เราก็มองนาฬิกา เฮ้ยจะเที่ยงแล้วนี่หว่า ก็เลยชวนเขากินข้าว แกก็ปฎิเสธ บอกว่าจะรีบกลับบ้าน ให้เงินก็ไม่เอา ชวนกินข้าวก็ไม่กิน ในใจก็คิดว่าสงสัยตอนอยู่บนเรือคงโดนมายิ่งกว่านี้เยอะ แค่นี้จิ๊บๆ อดข้าว กับเดินสักสิบ-ยี่สิบกิโล นี่เด็ก ๆ
เอาไหน ๆ ก็ไหน ๆ คุยกันมาตั้งนาน ไม่ทำอะไรเลยก็เสียคนหมดซิว่ะ เลยควักเงินเอาให้เป็นค่ารถ กลับถึงปราจีน เลย ก็ไม่รู้ว่ากี่บาท ให้ไป แต่แกก็ไม่ยอมรับอีก เลยขู่ไปว่า กระเป๋ารถไม่มีเงินซื้อตัวเขาไม่ให้ขึ้น ตานี้ไม่ได้กลับบ้านแน่ ๆ ไอ้เราก็เลยรีบยัดเงินใส่ในมือ แกก็ร้องไห้โฮออกมา แถมไหว้เราอีก ก็เลยเดินไปถามไป เพราะต้องออกจากซอยเพื่อไปถนนสุขุมวิทเหมือนกัน ก็เลยรู้ว่าแกถูกนายหน้าหลอก ไปรับถึงที่บ้าน แล้วเอาไปส่งแถว ๆ มหาชัย แกอยู่บนเรือประมาณสองเดือนกว่าจะหนีมาได้ แล้วคำที่แกพูดอยู่เสมอ ๆ คือ แกไม่มาอีกแล้ว กรุงเทพฯ ไอ้เราก็บอกไปว่า อยู่บ้านนอกนั่นแหละดีแล้ว ไม่รวยแต่ขอให้พอมีพอกิน อยู่กับครอบครัวก็มีความสุขแล้ว ถามอะไรถามได้แต่ดันพลาดท่า ลืมถามชื่อ เลยไม่รู้ว่าชื่ออะไร

วันที่เขียนบทความนี้ แกคงถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ ได้อยู่กับครอบครัวอย่างมีความสุข

ไอ้คนชั่วมันก็จ้องหาทางแต่ทำชั่วหลอกลวงผู้อื่นไปเรื่อย ส่วนคนดีคนซื่อก็มักจะถูกคนชั่วหลอกอยู่ร่ำไปถ้ามัวแต่คิดแต่เรื่องของเงิน

16 ตุลาคม 2550

Visual FoxPro 9.0 SP2


รูปภาพที่ท่านเห็นคือ Visual FoxPro 9.0 SP2 ดูตรงกรอบสี่เหลี่ยมสีแดง
สำหรับภาพนี้คงไม่มีคำบรรยาย

15 ตุลาคม 2550

หนังสือของฉัน

ก่อนหน้านี้ประมาณปี 1996-1997 Internet เริ่มเป็นที่แพร่หลายในประเทศไทย (ก่อนหน้านี้ชาว cyber จะติดต่อกันผ่านทาง bulitin board คุยกัน download program ต่างๆ ผ่านทางโปรแกรม telix) ยุค Internet ในไทยนี่เองที่ทำให้เกิดหนังสือเล่มแรกขึ้นมาประมาณปี 2000 โดยเริ่มแรกประมาณปี 1997-1999 จะเป็นการเขียนบทความเก็บไว้ในรูปของ web page เพื่อให้ผู้สนใจเข้าไปอ่านได้ฟรี แต่ web server ที่นำ web page ไปฝากไว้ล่มเป็นประจำ จนมีอยู่วันหนึ่ง มีเพื่อนๆ ที่คุยติดต่อกันทาง ICQ ได้แนะนำว่าน่าจะนำไปพิมพ์เป็นเล่มให้ผู้สนใจได้อ่าน ในตอนนั้นเองก็ได้ค้นหาและเสนอ ไปยังสำนักพิมพ์ต่างๆ จนกระทั่งคุณหนึ่ง(ชลดา) ได้แนะนำสำนักพิมพ์ ว.เพ็ชรสกุล ให้ได้รู้จัก และหนังสือเล่มแรกก็ได้เกิดขึ้น มีชื่อว่า "เรียนเขียนโปรแกรม Visual FoxPro 6"



ผ่านมากว่า 7 ปีที่หนังสือเล่มแรกของผู้เขียนได้ปรากฎสู่สายตาท่านผู้อ่าน ผู้เขียนก็ได้เขียนตำราอีกเล่มหนึ่งชื่อว่า "รอบรู้ ประยุกต์ใช้ SQL Server 2005" เพื่อไว้เป็นตำราอ้างอิงสำหรับผู้ที่สนใจใช้งานระบบฐานข้อมูลของ SQL Server เพื่อใช้ในการจัดทำฐานข้อมูลขององค์กร หน่วยงานต่างๆ ซึ่งเล่มนี้ผู้เขียนได้พยายามค้นคว้ารวบรวมคำสั่งคิวรีต่างๆ ไว้มากที่สุด นำเสนอพร้อมทั้งตัวอย่างเพื่อให้ผู้อ่านได้มองเห็นภาพและเกิดความคิดเพื่อจะนำไปประยุกต์ใช้งานจริงได้ ซึ่งจะวางจำหน่ายประมาณ เดือน ธ.ค.2007 หรือ ม.ค.2008 หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการตอบรับจากท่านผู้อ่านเป็นอย่างดีเช่นเดียวกับหนังสือเล่มแรกของผู้เขียน


คลิกเพื่อดูภาพขยาย

สำหรับหนังสือเล่มที่ 3 ขณะนี้กำลังดำเดินการจัดทำต้นฉบับ ชื่อเรื่อง "ล้วงลึก Visual FoxPro 9.0 ฉบับ Client/Server" คาดว่าต้นฉบับจะเสร็จประมาณ ธ.ค.2007 และวางจำหน่ายประมาณ เม.ย.2008

ส่วนโครงการจัดทำตำราในปีหน้า ก็จะมีตำรา "สร้างระบบงานฐานข้อมูลด้วย Visual Basic.Net 2008" และ "สร้างเว็บฐานข้อมูล ASP.Net กับ Visual Studio 2008"

01 สิงหาคม 2550

หนังสืออะไรเอ่ย...ที่ไม่น่าอ่าน...แถมยังน่าเบื่ออีกต่างหาก????

วันนี้ขึ้นจั่วหัวก็เอาอีกแล้ว จริงเท็จอย่างไร ท่านอ่านไปแล้วก็จะรู้เอง
ลองเอาคำถามนี้ถามตัวคุณเองดู อาจจะไม่ได้คำตอบก็ได้!!!
ถามคนรู้จัก ก็บอกว่า ร่างรัฐธรรมนูญปี 50 ว่าไปโน่น
เผอิญบทความนี้ไม่เกี่ยวกับการเมื่อง เลยตอบว่าไม่ใช่แน่นอน

มีหนังสือเล่มนึง ชื่อ "มหัศจรรย์แห่งการอ่าน" โฆษณาให้เขาหน่อย
(เพราะไปแอบอ่านของเขาแล้วไม่ได้ซื้อ)
อ่านมาจนหมดเล่ม แต่จำไม่ค่อยได้ อาจจะผิดบ้างก็อย่าถือสา
เอาสรุปแบ่ย่อๆ ผิดบ้างถูกบ้างจากความจำที่แอบอ่านมา
การที่เราจะทำให้คนรักการอ่าน ต้องปลูกฝังตั้งแต่ทารก
อ่านหนังสือให้เด็กๆ ฟังทุกวัน อ่านซ้ำก็ไม่เป็นไร ถ้าเขาชอบ
ถึงแม้เขาโตจนเข้าเรียนอนุบาล ประถม ก็ยังต้องอ่านให้เขาฟัง
โดยเฉพาะการเล่านิทาน เด็กจะชอบมาก ให้เล่าซ้ำแล้วซ้ำอีก
เมื่อเด็กฟัง ก็จะเกิดความคิด เมื่อมีความคิด ปัญญาก็เกิด
เมื่อถึงเวลาที่เข้าเรียน เด็กก็จะมีความสามารถในการอ่าน
ได้เร็วกว่าเด็กที่ไม่มีการปลูกฝัง แถมเด็กพวกนี้ยังรักการอ่าน

จำได้ว่าสมัยเรียน สอบตกตลอด แต่ก็งง?ไม่รู้จบมาได้ไง
เพราะไปเจอหนังสือที่ไม่น่าอ่าน แถมยังน่าเบื่อ
อ่านแล้วต้องจำ จำไปทำไมหว่าตอนสอบก็เปิดเอาได้นิ
ไม่เห็นต้องจำให้มันรกสมอง ตอนนั้นคิดแบบนั้นจริงๆ
ผลเหรอ เรียนไปตกไปเยี่ยมมาก บางวิชาสูตรอะไรเยอะแยะ
ใช้ก็ไม่ได้ใช้แถมยังให้จำอีก คิดในใจน่าจะออกข้อสอบแล้ว
ให้เอาตำราเข้าไปได้ แล้วจะออกสอบอย่างไรก็ไม่ว่า
(อันนี้เข้าข้างตัวเองที่ไม่ยอมอ่านหนังสือ)
ผลเลยได้สอบตก แหม๋ก็อ่านไปแล้ว สมองมันไม่จำนิ
แล้วให้ทำข้อสอบ วิธีทำก็ต้องให้ถูกทั้งวิธีและคำตอบ
ตอนนั้นก็คิดไปว่า เรียนไม่ได้เอาไปใช้ จริง ๆ มันก็ได้ใช้
แต่ใช้แบบทางอ้อม ซึ่งตอนนั้นเป็นเด็ก ๆ ก็อาจยังไม่เข้าใจ
เหมือนเราไม่เข้าใจวัยรุ่นสมัยนี้
วันก่อนได้ฟังข่าว บอกว่าเด็กไทย จบ ป.6 อ่านหนังสือไม่ออก
เออเรายังดีกว่าเยอะเลย ดีที่อ่านออกแต่แค่สอบตกเท่านั้นเอง
สาเหตุเป็นเพราะเหตุใด ท่านผู้ที่เกี่ยวข้องทางด้านการศึกษา
ท่านคงไปหากันอยู่ละมั้งเนอะ เห็นหากันมาหลายสิบปีแล้ว
หาไม่เจอเลย งั้นตอบให้ตรงนี้เลยละกันว่า เป็นเพราะ

"หนังสือไม่น่าอ่าน แถมยังน่าเบื่ออีกต่างหาก"

อ่านแล้วต้องจำ เพื่อเอาไปทำข้อสอบ แล้วสอบให้ได้คะแนนสูง ๆ
เพื่อให้สอบเข้ามหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงให้ได้
ทำไมไม่ทำหนังสืออ่านแล้วสนุก แล้วอยากอ่านซ้ำอีก
หนังสือวิชาการอ่านเพื่อให้รู้ว่ามันอยู่ตรงไหน
เวลาสอบ (ก็คือการเอาไปใช้) ก็สามารถเปิดหาดูได้
แล้วออกข้อสอบให้คิดไม่ใช่ให้จำ ไอ้เราคนจำไม่ค่อยได้
สอบไงก็ตก แต่ถ้าให้คิด ๆ อย่างไรก็ได้ขอให้ได้ผลลัพธ์
ที่ต้องการ วิธีการอยู่ที่แต่ละตัวบุคคล คนเราต้องมีความคิด
(แต่อย่างว่าบางคนคำตอบถูกแต่วิธีการผิด เพราะไปลองคำตอบเพื่อนมา)
ต้องมีจิตนาการ รร.กวดวิชา ช่วยให้เด็กที่ไม่อยากอ่านตำราได้ความรู้เพิ่ม
คนที่อ่านมาแล้วก็ได้ทบทวน สรุป ทุกสิ่งทุกอย่างมันอยู่ที่ต้องอ่าน
อ่านเท่าไหร่ก็จำได้มากเท่านั้น

โลกเปลี่ยนไป จำอย่างเดียวใช้ไม่ได้ ต้องรู้จักค้น รู้จักคิด
โดยเฉพาะรู้จักอ่าน และรักการอ่าน
ก็ขอวอนให้ผู้เกี่ยวข้อง อย่าทำให้หนังสือเรียน เป็น
... หนังสือที่ไม่น่าอ่าน และน่าเบื่อ อีกต่อไป ...
ไม่ใช่หนังสือไม่ดี หนังสือทุกเล่มดีหมด แต่กระบวนการ
ต่างหากที่ทำให้หนังสือนั่นน่าอ่านหรือไม่น่าอ่าน

มาถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านคงพอจะทราบคำตอบแล้วล่ะ
แล้ววันนี้ท่านอ่านหนังสือหรือยัง แล้วอย่าลืมอ่านให้ลูกๆ หลานๆ ฟังด้วยล่ะ
(แต่ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้ วันนี้ท่านอ่านหนังสือแล้วน่ะ)

25 กรกฎาคม 2550

AS/400 RPG

วีดีโอสำหรับสอน AS/400 (Youtube)
http://www.youtube.com/user/AS400Tutorials/videos?sort=dd&view=0&shelf_id=1

เรียนภาษา RPG
http://www.youtube.com/user/As400Training?feature=c4-feed-a

เรื่อง AS/400ไม่เขียนไม่ได้เพราะถือว่าเป็นผู้ให้เรามีงานมีการทำ จนวันหนึ่งก็ต้องจากไป
หลายคน โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ๆ คงไม่รู้จัก AS/400 มันคืออะไรหว่า ?
ต้องท้าวความตามท้องเรื่องมีอยู่ว่า บริษัคอมพิวเตอร์แห่งหนึ่ง เมื่อก่อนยิ่งใหญ่มากๆ
เดี๋ยวนี้ก็ยังใหญ่อยู่ นามว่า International Business Machines Corporation
หรือ เรียกย่อว่า IBM หรือชื่อเล่นว่า บิ๊กบลู (ไม่ใช่บิ๊กบังน่ะ)
ได้พัฒนาและสร้างมันขึ้นมา โดยทำการพัฒนาต่อมาจากเคื่อง Mini Computer รุ่น
System 34, System 36, System 38 เมื่อยุคยี่สิบ-สามสิบปีก่อน
และแล้ว IBM ก็ปฎิวัติโฉมหน้าของวงการด้วยการยกเลิกชื่อรุ่นว่า System
ซึ่งใครๆ ก็กะว่าต้องออก System 40 แต่เจ้าประคุณ ดันเปลี่ยนเป็น
Application System 400 หรือเรียกย่อๆว่า AS/400
ซึ่งถูกผลิตออกมามื่อปี คศ.1988 เจ้านี่ดังระเบิดระเบ้อ
ไม่มีใครในวงการที่ไม่รู้จัก บริษัทใหญ่ๆ ใช้มันแทบทั้งนั้น เหมือนๆ กับในยุคนี้ที่หันมาใช้
ระบบ ERP ตัวดังชื่อ SAP/R3 อ่านว่า แสบ/อาสาม

ย้อนกลับเข้ามาที่เรื่องของ AS/400 ดีกว่า


เครื่องที่เห็นตามรูป คือเครื่องที่ผู้เขียนใช้งานอยู่จนวาระสุดท้ายของมัน
ซึ่งผู้เขียนเองเป็นคนถอดสายไฟที่ต่อกับเครื่องออกเองกับมือ
เป็นอันว่าสิ้นสุดการให้บริการ เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2007
ซึ่งให้บริการมายาวนานถึง 18 ปี เพราะเครื่องนี้ซื้อมาเมื่อปี 1989
สเป็กเครื่องนะเหรอ เด็กรุ่นใหม่รู้แล้วคงหัวเราะ
แต่เมื่อแรกซื้อราคานะเหรอขอบอก สิบล้าน
cpu เป็นของ ibm จำได้เลาๆ ว่า 24 บิต ความเร็วน่ะเหรอ ยังสู้ intel 80386 ที่ความเร็ว 30mhz ไม่ได้เลย
ram 40mb ย้ำ สี่สิบเมกกะไบต์ เดี๋ยวนี้ pc ธรรมดาอย่างต่ำๆ ก็ กิ๊กกะไบต์
harddisk ขนาด 8gb อิๆๆ แต่ขอบอกเป็น RAID5 น่ะท่าน ทันสมัยซะไม่มี
tape backup เป็นแบบ ม้วน เหมือนม้วนฟิลม์ฉายหนังสมัยก่อน เขาเรียกว่า reel tape

รูป reel tape


แต่ไม่น่าเชื่อว่า AS/400 สเป็ก แบบนี้ สามารถให้บริการเครื่อง terminal ได้เกือบร้อยตัวในเวลาเดียวกัน
ไม่มีแฮงก์ ไม่มีรวน แต่มีสโลวววว บ้างเป็นบางเวลา คอยได้ คนสมัยก่อนใจเย็น

ในส่วนของภาษาโปรแกรมที่ใช้บน AS/400 ก็มีหลากหลาย
ไม่ว่าจะเป็นภาษา C , PL/1 , COBOL, RPG เป็นต้น
แต่ที่ผู้เขียนใช้คือภาษา RPG เมืองไทยนิยมมากสมัยนั้น
เขียนไม่ยาก ได้ผลดี ไม่มีรวน ปัจจุบันภาษานี้ก็ยังมีใช้กันอยู่ตาม ธนาคาร และสถาบันการเงิน หลายแห่ง

มาที่เรื่องระบบไฟล์จัดเก็บข้อมูลหรือเรียกว่าตารางข้อมูล ที่เรียกว่าไฟล์เพราะไม่ได้ใช้ระบบฐานข้อมูลในการจัดเก็บ
ขอบอกว่าสุดยอดจริงๆในเรื่องของความเสถียร ใช้มา 18 ปี ไม่เคยมีไฟล์พังแม้แต่ครั้งเดียว
มีแต่ harddisk พังแต่ RAID5 ซะอย่างทำ mirror ได้สบาย ไม่เหมือนฐานข้อมูลดังๆ
สมัยนี้ พังง่ายกว่าเยอะ
ลักษณะของตารางเก็บข้อมูล รูปแบบเหมืนอ .dbf ยังไงอย่างนั้น มี ฟิลด์ มี เรคคอร์ด มีกำหนดประเภทของข้อมูล
แต่แปลกสมัยก่อนไม่ยักมีข้อมูลแบบวันที่ เหมือนในสมัยนี้ เวลาเขียนโปรแกรมที่มีวันที่เข้ามาเกี่ยวข้องต้องเก็บเป็นตัวเลขแทน
แต่ก็ไม่เป็นปัญหา เพราะสิ่งเก็บสามารถใช้งานได้เป็นพอ

พูดถึง Operating System ของ AS/400 เขาเรียกว่า OS/400
ก็จะมีภาษาจัดการชื่อ Control Language หรือ CL ไว้เขียนคำสั่งจัดการต่างๆ
แล้วก็มีภาษา REXX ไว้ให้ user สร้าง CL ใช้เอง เมื่อก่อนไฟแรง สร้างคำสั่งไว้หลายตัว

หลายครั้งที่ AS/400 ทำให้เกิดความประทับใจ
มีครั้งนึง ช่างไฟ ใจเกินร้อย ต่อไฟชุ่ย สายดิน ดันมีไฟ 220 วิ่งเข้ามา จอ pc จอ terminal ระเบิดตูมๆๆๆ
UPS ทำงาน ตัดไฟฉับให้วิ่งใช้ไฟผ่าน ups แต่ก็ไม่ทัน เพราะมันเข้าทางสายดิน AS/400 Powersupply เสียไป 1 ตัว
แต่ระบบมันดีมาก มีตัวที่สอง มาช่วยกู้สถานการ์ณ ทำให้มันยังคงทำงานได้ต่อไป

อีกครั้ง ระหว่างนั้งเขียนโปรแกรมไม่รู้ใครไปทำอะไรดึงสายไฟเครื่องออก ทุกอย่างดับหมดโดยทันที
ตายละหว่า กว่าจะคิดกว่าจะเขียนคำสั่งมาได้นั่งเขียนกันเป็นวัน แถมยังไม่ได้ save
พอเปิดใหม่ sign on (หรือ LOG IN , LOG ON แล้วแต่จะเรียก)
AS/400 มันเอาโปรแกรมที่นั่งทำอยู่กลับมาให้เหมือนเดิม เย้ๆๆๆ ต้องของปรบมือให้
มารู้ภายหลังว่ามันมี battery สำรองเล็กๆ ในตัวเครื่อง AS/400 เองหากไฟดับ battery มันจะไม่ดับ
มันจะยังทำงานอยู่ แล้วมันก็จัดการเอาข้อมูลที่อยู่ ใน memory บันทึกลง harddisk
เมื่อเปิดเครื่องเราจึกได้ข้อมูลเก่ากลับมา

เอาล่ะ เขียนมาเรื่อยเปื่อยเพื่อยกย่องความดีของ AS/400 ที่ใช้งานมาอย่างยาวนาน
นานมากๆ รู้สึกรุ่นนี้จะเป็นเครื่องสุดท้ายที่มีในประเทศไทย เพราะหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว

ขอให้เจ้าจงนอนอย่างสงบหลังจากที่เหนื่อยมานาน

ภาพ AS/400
ด้านข้าง


ด้านหลัง เปิดดูอุปกรณ์ภายใน




UPS ตัวเก่ง ยี่ห้อ Victron ที่อยู่คู่กันมาสิบสองปี ตอนนี้ถูกเจ้าพ่อวงการไฟฟ้า GE ซื้อไปเรียบร้อย
"I Believe in You"

Copyright(c) 2007 - 2022 by Kasem Kamolchaipisit.